วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กระเจี๊ยบแดง (Roselle, Jamaican Sorrel)

กระเจี๊ยบแดง (Roselle, Jamaican Sorrel)

ชื่อวิทยาศาสตร์
Hibicus sabdarffa Linn

วงศ์
MALVACEAE

ชื่ออื่น
กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเปรี้ยว ส้มพอเหมาะ(ภาคกลาง), ผักเก็งเค็งหรือส้มเก็งเค็ง(ภาคเหนือ), ส้มตะเลงเคง(ตาก), ส้มปู(เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), พญายอ(ทั่วไป)

ชื่อสามัญ
Roselle, Jamaican Sorrel

ลักษณะพืช
กระเจี๊ยบเป็นพืชล้มลุก มีลักษณะเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงราวๆ 50-180 ซม. ลำต้นและกิ้งก้านมีสีม่วงแดง
ใบ เป็นใบเดี่ยวอออกสลับกัน ตัวใบเว้าเป็นแฉกคล้ายนิ้วมือ
กระเจี๊ยบแดง (Roselle, Jamaican Sorrel)
ดอก เป็นดอกเดี่ยวมีขนาดใหญ่ออกดอกตรงซอกระหว่างใบและกิ่ง กลีบดอกสีเหลืองอ่อนหรือสีชมพู เมื่อกลีบดอกร่วงกลีบเลี้ยงจะขยายใหญ่ กลีบหนา สีแดงอมม่วง มีรสเปรี้ยว รูปไข่ ปลายแปลม มีขน มีกลีบเลี้ยง และมีใบประดับหุ่มอยู่
กระเจี๊ยบแดง (Roselle, Jamaican Sorrel)
ผล เมื่อแก่จะแห้งและแตก
กระเจี๊ยบแดง (Roselle, Jamaican Sorrel)

การขยายพันธ์
ใช้เมล็ด เริ่มปลูกปลายฤดูฝนเมื่อต้นอ่อนงอกออกมาแล้ว ใช้ถอนแยกหลุมละ 2-3 เมล็ด

ส่วนที่ใช้เป็นยา
ใบประดับ กลีบเลี้ยงและกลีบรองดอก ช่วงเวลาที่เก็บเป็นยา 4 เดือนถึง 4 เดือนครึ่ง

สารเคมีและสารอาการที่สำคัญ
กลีบเลี้ยงมีสีแดง ซึ่งเป็นสารแอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ยอดอ่อนและกลีบเลี้ยง ประกอบด้วยกรดอินทรีย์หลายชนิด

สรรพคุณและวิธีใช้
รักษาอาการขับเบา :
โดยใช้กลีบเลี้ยงหรือกลีบรองดอกตากแดดให้แห้งและบดเป็นผง ใช้ครั้งละ 1 ช้อนชา ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วย ดื่มเฉพาะน้ำสีแดงวันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันทุกวันจันทร์ จนกว่าอาการขัดเบาจะหายไป 
แก้ร้อนใน กระหายน้ำ และช่วยป้องกันการจับตัวของไขมันในเส้นเลือดได้ :
ด้วยคุณค่าทางอาการของกลีบดอกและกลีบเลี้ยงของกระเจี๊ยบแดงซึ่งมีรสเปรี้ยว นำมาต้มกับน้ำเติมน้ำตาล
แก้ท้องเสีย ท้องร่วง :
ใช้กระเจี๊ยบสดหรือแห้ง ประมาณ 1-2 กำมือ ต้มกับน้ำ 1 ขวดแม่โขง (750 มล) เติมน้ำตาลสองช้อนแกงและเกลือครึ่งช้อนชาดื่มต่างน้ำหรือดื่มทุกครั้งที่ถ่ายจนกว่าอาการจะดีขึ้น

ข้อควรรู้
มีรายงานวาส การดื่มน้ำกระเจี๊ยบทำให้การขับกรดยูริคในปัสสาวะลดลง จึงไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเกาต์

กระเจี๊ยบแดง (Roselle, Jamaican Sorrel)

 

**
อาการของโรคขัดเบาก็คือ ปัสสาวะกะปริดกะปรอย (ออกทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง) รู้สึกปวดขัด หรือแสบร้อนเวลาถ่ายปัสสาวะอาจมีอาการปวดที่ท้องน้อยร่วมด้วย ปัสสาวะอาจมีกลิ่นเหม็น สีมักจะใส แต่บางคนอาจขุ่นหรือมีเลือดปนอาการอาจเกิดขึ้นหลังอั้นปัสสาวะนาน ๆ หรือหลังร่วมเพศ ในเด็กเล็กอาจมีอาการปัสสาวะรดที่นอน อาจมีไข้ เบื่ออาหาร และอาเจียน  รวมๆแล้วก็เรียกอย่างเป็นทางการได้ว่า "โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ"  นั่นเอง

วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

แคหางค่าง (Fernandoa adenophylla Steeins)

แคหางค่าง (Fernandoa adenophylla Steeins)

แคหางค่าง (Fernandoa adenophylla Steeins)

ชื่ออื่น แคขน แคลาว แคหัวหมู แคเขา

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ต้น เป็นไม้ยืนผลัดใบ ขนาดกลาง สูง 5-10 เมตร ลำต้นขดงอ เนื้อไม้กิ่งแตกแขนงเป็นพุ่มทึบ ตามกิ่งจะมีขนสีน้ำตาล เปลือกหนา ผิวค่อนข้างเรียบสีเทา

ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกตรงกันข้าม ใบย่อยมีหลายคู่ รูปขอบขนาน รูปวงรีแกมขอบขนาน แกมใบหอก ถึงรูปใบหอก มีต่อมรูปหอกที่บริเวณใกล้โคนก้านใบ

ดอก ดอกสีเหลืองอ่อน ออกรวมกันเป็นช่อขนาดใหญ่ตามปลายกิ่ง ช่อดอกตั้ง แต่ละช่อยาวประมาณ 40 ซม. 1 ช่อ มี 6-8 ดอก ดอกโคนเชื่อมกันเป็นหลอดรูปถ้วย ปลายแยกเป็นกลีบดอก 5 กลีบ ไม่เท่ากัน ด้านนอกมี ขนสีน้ำตาลแดงหนาแน่นขอบกลีบดอกเป็นคลื่น

ผล เป็นฝักรูปทรงกระบอกยาว มีสันตามยาวของฝัีก 5 เส้น

การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด

ฤดูกาลเก็บส่วนขยายพันธุ์ สิงหาคม-ธันวาคม

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเจริญเติบโต พบตามป่าเบญจพรรณ และป่าดิบเขา เกือบทุกภาคของประเทศ

การใช้ประโยชน์

ทางอาหาร ดอกและฝักอ่อนมาย่างไฟเพื่อลดความขนหรือนำมาต้มให้สุก รับประทานเป็นผักจิ้มร่วมกับ น้ำพริกแดง หรือน้ำพริกปลาร้า

ทางยา เปลือกต้น ต้มน้ำดื่มแก้ท้องอืดเฟ้อ เมล็ด แก้โรคชัก บำรุงโลหิต ขับเสมหะ ใบ ตำพอกรักษาแผล ราก ต้น เปลือกผล ต้มน้ำอาบ บรรเทาอาการปวดตามร่างกาย ปวดเมื่อย ปวดหลัง

ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ กรกฎาคม-พฤศจิกายน

Credit :
http://natureherbel.awardspace.com/n7.html

แคหางค่าง (Fernandoa adenophylla Steeins)

ค้อนหมาขาว (Dracaena angustifolia Poxb)

ค้อนหมาขาว (Dracaena angustifolia Poxb)

ค้อนหมาขาว (Dracaena angustifolia Poxb)

ชื่ออื่น หมากพู่ป่า (แพร่) ผักก้อนหมา (ลำปาง) พร้าวลำพัน (เชียงใหม่) ต้นข้าวใหม่ (กาญจนบุรี)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ต้น เป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ 2-3 เมตร ลำต้นตั้งตรง หนา รูปทรงกระบอก

ใบ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปดาบ กว้าง 2-3 ซม. ยาว 2050 ซม. เนื้อใบเป็นเส้นใย ผิวใบด้านบนมีสีเขียวเข้ม เป็นมัน

ดอก ดอกช่อ ออกที่ซอกใบด้านปลายกิ่ง ดอกย่อยจำนวนมาก ห้อยลง ก้านช่อดอกยาว กลีบดอกสีขาว

ผล ผลสดมีสีเขียว เป็นรูปทรงกลม พอแก่สีเหลืองส้ม

การขยายพันธุ์ ใช้การปักชำ

ฤดูกาลเก็บส่วนขยายพันธุ์ ฤดูฝน

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเจริญเติบโต ขึ้นได้ทุกสภาพแวดล้อม

การใช้ประโยชน์

ทางอาหาร ยอดอ่อน ดอก ลวกต้มจิ้มน้ำพริก แกงผักรวมใส่ปลาย่าง ใ่ส่แกงแค

ทางยา ราก ต้มน้ำดื่มแก้ไอ ยาพื้นบ้านใช้ทั้นต้นต้มน้ำดื่มแก้เบาหวาน ทั้นต้นเหนือดิน สกัดด้วยแอลกอฮอล์ มีฤทธิ์ยับยั้งการเกร็งตัวของลำใส้ในสัตว์ทดลอง

ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ ฤดูฝน

Credit :
http://natureherbel.awardspace.com/n6.html
http://www.bansuanporpeang.com/node/10643

วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

โกสน (Codiaeum variegatum Bl)

โกสน (Codiaeum variegatum Bl)

ใช้กินกับลาบ(ลาบดิบ หรือ ลาบสุก ก็ได้) เห็นว่าบางที่ใช้ทำ “แกงโฮะ” ด้วยครับ

โกสน (Codiaeum variegatum Bl)

ชื่ออื่น โกสน (โกรต๋น (ทั่วไป))

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ต้น เป็นไม้พุ่ม สูง 1-3 เมตร ทุกส่วนเกลี้ยง

ใบ ใบมีรูปร่างหลายแบบ ตั้งแต่รูปขอบขนานจนถึงรูปยาวแคบ โคนใบมนหรือแหลม ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่น ปลายใบทู่ สีเขียวหรือลาย มีเส้นแขนงใบประมาณ 10 คู่ ก้านใบยาว 3-5 ซม. ใบลายสีต่าง ๆ อยู่ในใบเีดียวกัน เช่น สีเหลือง ส้ม น้ำตาล เป็นต้น

ดอก ดอกเล็ก ออกดอกเป็นช่อยาวที่ยอด และตามว่ามใบ ช่อยาว 10-20 ซม. มีดอกจำนวนมาก ดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน

ผล เป็นชนิดแก่แล้วแห้ง เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 9 มม. ยาว 7 มม. มีสีขาว

เมล็ด ยาวประมาณ 6 มม.

การขยายพันธุ์ ใช้การปักชำตอนกิ่ง

ฤดูกาลเก็บส่วนขยายพันธุ์ ทุกฤดู

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเจริญเติบโต ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป

การใช้ประโยชน์

ทางอาหาร ยอดอ่อนมาเป็นผักสดแกล้มลาบ

ทางยา ใบ แก้โรคระบบทางเดินปัสสาวะผิดปกติ

ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ ทุกฤดู

โกสน (Codiaeum variegatum Bl)

Credit :
http://natureherbel.awardspace.com/n5.html

สารอาหารสำคัญในกระเทียม

สารอาหารสำคัญในกระเทียม

กระเทียม เป็น พืชล้มลุก  ที่มีหัวอยู่ใต้ดิน หัวมีลักษณะเป็นกลีบหลายๆกลีบ กลีบจะเกาะแน่นกัน ใบมีลักษณะเรียวแหลมสีเขียวลักษณะคล้ายใบหญ้า ดอกมีสีขาวเป็นช่อเล็กๆ เป็นกระจุกแบบซี่ร่ม

กระเทียม (  Allium Sativum ) จัดเป็นพืชสมุนไพรเก่าแก่ถูกนำมาใช้เป็นยารักษาโรคของชาวจีน อียิปต์ บาบิโลน กรีก และโรมัน มานานกว่าสามพันปี

การค้นคว้าและวิจัยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับสารสำคัญล้ำค่าของสมุนไพรใกล้ตัวอย่างกระเทียม ของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกว่า 2,500 การทดลอง ทำให้เราทราบว่าธรรมชาติมีการผสมผสานสารสำคัญในกระเทียมไว้อย่างลงตัว อาทิเช่น
สารประกอบซัลเฟอร์อย่างน้อย 33 ชนิด ซึ่งรวมถึง อัลลิซิน (  Allicin ) และ S-allylmercaptocystein
กรดอะมิโน และไกลโคไซด์กว่า 17 ชนิด
เอ็นไซม์ หลากหลายชนิด
เกลือแร่ โดยเฉพาะ เซเลเนียม (Selenium)

โดยสารสำคัญเหล่านี้ เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้กระเทียมมีคุณประโยชน์มากมายแก่ร่างกาย เป็นเสมือนยารักษาโรคเกี่ยวกับหัวใจ โดยช่วยลดระดับ  ไขมันในกระแสเลือด เช่น ลดโคเลสเตอรอลชนิดรวม และแอล ดี แอล โคเลสเตอรอล จึงเหมาะกับผู้ที่มีระดับไขมัน  โคเลสเตอรอลในเลือดสูง  มากกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร มีผลในการลดความดันโลหิตสูง ช่วยส่งเสริมให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เพียงพอ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน โดยกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการสร้างเม็ดเลือดขาวเพิ่มมากขึ้น และกระเทียมยังเปรียบเสมือน  ยาปฏิชีวนะ ใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อต่างๆ โรคมะเร็ง และช่วยต้านสารอนุมูลอิสระในร่างกาย

การผสมผสานคุณประโยชน์ 3 ประการ ของกระเทียม….ที่ช่วยสร้างสมดุลให้แก่หัวใจ

ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน

เพราะปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจส่วนใหญ่ เนื่องมาจากการสะสมเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งกระเทียมมีส่วนช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอลในกระแสเลือด โดยไขมันชนิดนี้เป็นสาเหตุหลักในการก่อให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือด จากการวิจัยพบว่าสารประกอบซัลเฟอร์ในกระเทียม โดยเฉพาะอัลลิซิน สามารถลดปริมาณโคเลสเตอรอลรวม และ โคเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL-cholesterol) ได้ดี

สำหรับกรณีผู้ที่มีปัญหาระดับไขมันโคเลสเตอรอลสูงมากกว่า 210 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ควรเสริมด้วยน้ำมันสกัดจากถั่วเหลือง หรือเลซิตินควบคู่กับกระเทียม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดให้ดียิ่งขึ้น

แต่กรณีผู้ที่มีปัญหาระดับไขมันโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์สูงทั้งคู่ ควรเสริมด้วยน้ำมันปลา โอเมก้า-3 ควบคู่กับกระเทียม จะช่วยลดไขมันทั้งโคเลสเตอรอล และไตรกลีเซอรไรด์ได้อย่างดี รวมทั้งน้ำมันปลายังมีผลในเพิ่มระดับโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-cholesterol) ที่มีหน้าที่ในการนำพา  ไขมันโคเลสเตอรอล ที่สะสมและอุดตันในหลอดเลือดกลับไปทำลายหรือเผาผลาญที่ตับ ดังนั้นหากสามารถเพิ่มระดับโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-cholesterol) เพียง 1 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จะสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้ถึง 3-4%

ลดสภาวะความดันโลหิตสูง

โดยสามารถลดความดันโลหิตค่าบน (Systolic Blood Pressure) ได้ 7.7 มิลลิเมตรปรอท และลดความดันโลหิตค่าล่าง (Diastolic Blood Pressure) ได้ 5 มิลลิเมตรปรอท

ลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือดได้ถึง 58%

Credit :
http://www.thaihealth.in.th/2011/09/03/สารสกัดจากกระเทียม/

เรื่องน่ารู้กับการรับประทาน”กระเทียม”

image

ข้อควรระวังในการบริโภคกระเทียม

- คนที่เป็น โรคกระเพาะ ไม่ควรรับประทาน กระเทียม เพราะจะทำให้ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร
- ก่อนเข้ารับการผ่าตัด ควรงดรับประทานกระเทียมเพราะจะทำให้เลือดออกง่ายและหยุดไหลช้า
- หากจะเก็บ กระเทียม ไว้รับประทานได้นาน ๆ ให้นำไปดองในน้ำส้มสายชูเพราะจะช่วยรักษาคุณค่าทางอาหาร
(ส่วนมากจะเก็บกันแบบแห้งๆ ครับ ทิ้งไว้นานๆ กระเทียมจะลีบลงเรื่อยๆ จนแห้งในที่สุด ถ้าเอามาดองจริงๆ ก้จะเป็นกระเทียมดองไปเลยครับ)

- การปรุงกระเทียมโดยใช้ความร้อนจะทำให้คุณค่าในการเป็นยารักษาโรคน้อยลง
(ที่บ้านผม จะกินสดก็ต่อเมื่อมีแกงเท่านั้นครับ เพราะช่วยดับรสชาติและกลิ่นแปลกๆของกระเทียมได้ ส่วนเรื่องคุณค่า ถ้ากินสดๆ ก็น่าจะได้คุณค่าเต็มๆครับ)

Credit :
http://www.thaihealth.in.th/2011/12/26/ข้อควรระวังในการบริโภค-2/

กิน”มะเขือพวงสด” มากเกินไป จะเกิดผลเสียต่อร่างกาย ?

image

ทั่วไปแล้ว ผมจะเห็นใส่ในแกงเขียวหวานหรือแกงเผ็ดซะเยอะมาก แต่ก้มีบางครั้งที่เห้นกินกันสดๆ (แถวบ้าน) พอลองดูแล้วก็รู้เลยว่า ขม ถึงลิ้น แต่ไม่บ่อยครับ กินสดก้จะกินคู่กับพวกน้ำพริกที่รสจัดๆหน่อย ส่วนมากจะนึ่งกินกับน้ำพริกมากกว่า (ขมน้อยลงมาก)

เพราะเหตุใดจึงไม่ควรบริโภคมะเขือพวงติดต่อกันเป็นเวลานาน

ไม่ควรบริโภค มะเขือพวงสด ติดต่อกัน เนื่องจากอาจเกิดการสะสมของ สารแอลคาลอยด์ ที่ตับได้ สารนี้เมื่อผ่านความร้อนจะสลายไปบางส่วน จึงแนะนำให้บิโภคเฉพาะส่วนของน้ำมะเขือพวง ไม่ควรกินส่วนกาก เพื่อช่วยป้องกันการสะสมของสารแอลคาลอย์ในร่างกาย

เพิ่มเติมข้อมูล
     อัลคาลอยด์ (Alkaloids) หมายถึง สิ่งที่เหมือนด่าง (Alkali-like) หรือด่างจากพืช (Vegetable alkali) อัลคาลอยด์มีฤทธิ์เป็นด่าง ส่วนมากจะเป็นของแข็ง และเป็นผลึกที่มีจุดหลอมเหลวเฉพาะ มีรสขม ไม่มีสี มีความเสถียรต่ำ เนื่องจากเป็นด่างจึงสลายตัวง่ายถ้าโดนแสง หรือความร้อนนาน ๆ มีฤทธิ์ต่อระบบประสาท แต่จะมีผลต่ออวัยวะต่างกัน จึงนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย แต่ถ้ารับประทานมะเขือพวงเกิน 200 ผลภายในครั้งเดียว อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อตับได้ ดังนั้นจึงควรระมัดระวัง แต่อัลคาลอยด์เป็นสารที่สลายตัวได้ง่าย ซึ่งหากนำมาผ่านความร้อนแล้ว ก็จะสามารถบริโภคได้ด้วยความปลอดภัย อัลคาลอยด์ที่พบในมะเขือพวงคือ โซลาโซดีน อัลคาลอยด์ยังเป็นสารที่ละลายน้ำยาก จึงพบมากโดยเฉพาะในกากมะเขือพวง เมื่อเทียบกับส่วนน้ำมะเขือพวง

Credit :
http://www.be-v.net/index.php?lay=show&ac=article&Ntype=2
http://www.thaihealth.in.th/2011/12/26/สิ่งที่ควรระวังในการบร/